อำเภอบัวใหญ่บ้านของฉัน

17:37 วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ผมเป็นคนบัวใหญ่ตั้งแต่กำเนิดครับเรียนมาตั้งแต่อนุบาลจนจบ ม.6 ที่โรงเรียนบัวใหญ่ แล้วค่อยได้มาเรียนต่อที่ มทส ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากบัวใหญ่มากนักเพราะ มทส และบัวใหญ่ก็อยู่ในจังหวัดนครราชสีมาเหมือนกัน จากเล็กจนโตผมสังเกตุเห็นว่าอำเภอบัวใหญ่ได้พัฒนาไปมากเลยที่เดียวเดียวนี้เริ่มมีการก็สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆมากมาย ล่าสุดที่ผมกลับไปที่บัวใหญ่ก็ได้สังเกตุเห็นว่าตอนนี้ที่บัวใหญ่ได้มีร้าน KFC มาตั้งแล้วเหอะบัวใหญ่เจริญขึ้นมามากแล้วจริงๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าใครอยากที่จะไปเที่ยวบัวใหญ่ก็มีแหล่งท่องเที่ยวหลายที่นะครับไม่ว่าจะเป็นสวนนก สวนเสาวณี บึงบัวใหญ่ สระใหญ่ทุกวันศุกร์จะมีคลองถมครับตั้งอยู่ที่หน้าโรงพยาบาลบัวใหญ่ ยังไหงก็ลองไปเที่ยวดูนะครับ

ประวัติอำเภอบัวใหญ่

22:20 วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จากด่านนอก แขวงด่านนอก อำเภอนอก สู่อำเภอบัวใหญ่



การรวบรวมเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ หรือตำนานเกี่ยวกับอำเภอบัวใหญ่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีเรื่องราวเกิดขึ้นแต่ละยุคแต่ละห้วงเวลามากมาย ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเชิงประวัติศาสตร์และทีมงานที่มีความรอบรู้และสั่งสมข้อมูลที่หลากหลาย จึงจะสามารถทำให้สมบูรณ์ครบถ้วน บันทึก เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบัวใหญ่ฉบับนี้ เป็นเหตุการณ์ของทางราชการ เรื่องราวภาคเอกชน รวมทั้ง เหตุการณ์ภายนอกที่ส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงของบัวใหญ่ในบางด้าน และได้จัดทำขึ้นในห้วงเวลาจำกัด สิ่งที่ขาดหายหรือคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ต้องเป็นภาระของท่านผู้รู้ช่วยแก้ไขเพิ่มเติมเต็มต่อไป ต้องการให้บันทึกฉบับนี้ เป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่การตั้งคณะทำงานจากหลาย ๆ ฝ่าย เพื่อจัดทำจดหมายเหตุเมืองบัวใหญ่ฉบับสมบูรณ์ในอนาคต

ข้อมูลที่รวบรวมนี้ส่วนหนึ่งได้มาจาก

1. หนังสือบัวใหญ่ก้าวหน้า ของนายพิบูลย์ รัตนจันทร์

2. ประวัติอำเภอบัวใหญ่ ของอาจารย์จันทร์แดง คำลือหาญ

3. หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของอาจารย์นิรันทร์ เนตรภักดี

4. รายงานการรวบรวมประวัติบัวใหญ่ ของอนุกรรมการ รวบรวมประวัติบัวใหญ่ อาจารย์ชำนิ คุ้มบัว เป็นหัวหน้าคณะ

5. เอกสารจากการรถไฟแห่งประเทศไทย

6. อนุสารส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

7. ประวัติอำเภอบัวใหญ่ ของนายสุเทพ เกรียงเม็งโคตร

และอีกส่วนหนึ่งมาจากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุที่ผู้เรียบเรียงเคยรับฟังมาตั้งแต่เด็กตลอด

จนสิ่งที่ผู้เรียบเรียงมีโอกาสรับรู้สัมผัสตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา

พื้นที่อำเภอบัวใหญ่เดิม มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน จากหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุที่พบกระจัดกระจายอยู่ในเขตพื้นที่เป็นจำนวนมาก อาทิ บ่อไก่แก้วปรางค์ บ้านสีดา ที่กิ่งอำเภอสีดา ปราสาทนางรำ ที่อำเภอประทาย ปรางค์กู่ที่บ้านกู่ ต.ดอนตะหนิน เครื่องภาชนะดินเผาพบที่บริเวณบ้านบัวใหญ่ กำไรสำลิดและไหหินพบที่บริเวณบ้านจาน เสมาหินทรายที่บ้านเสมาใหญ่ เทวรูปสำริดที่ขุดพบจากพื้นที่หลายแห่ง ภาชนะดินเผาบรรจุกระดูก ฝังเรียงรายทับซ้อนลงไปเป็นชั้น ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งเคยขุดพบที่บ้านหนองไอ้แหนบ บ้านหญ้าคา และหลังสุดขุดพบไหหรือหม้อดินเผาที่บรรจุกระดูกเป็นจำนวนมากที่เนินดินท้ายหมู่บ้านกระเบื้อง เมื่อ พ.ศ. 2545 ซึ่งมีภาชนะบรรจุกระดูกนับพันไห เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการขาดของทางราชการ ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่าน่าจะมีอายุราว 1,500 ปี เป็นประเพณีฝังศพครั้งที่สอง โดยครั้งแรกจะนำศพไปฝังก่อน ภายหลังจะทำการขุดศพมาทำพิธีกรรมอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงนำโครงกระดูกบรรจุลงหม้อดินเผาฝังบรรจุในสุสาน หลักฐานทั้งหลายเหล่านี้ทำให้น่าเชื่อว่าพื้นที่อำเภอบัวใหญ่เป็นที่ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีอายุไม่น้อยกว่า 4,000 ปีมาแล้ว ร่องรอยทางประวัติศาสตร์เหล่านี้คือแหล่งความรู้ที่ทำให้ประชาชนอำเภอบัวใหญ่ในปัจจุบันสืบสานรับวัฒนธรรมเหล่านั้น มาเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีถ่ายทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน
การเมืองการปกครอง

ในยุครัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ราว พ.ศ. 2390 ในสมัยพระกำแหงสงคราม (แก้ว) เป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา ได้ตั้งด่านเพื่อระวังศัตรู ตรวจตรารักษาความสงบ และทำหน้าที่เก็บส่วยสาอากร (ภาษี) มีด่านทองหลาง ด่านชวน ด่านจาก ด่านกระโทก ด่านขุนทด โดยเฉพาะ “ด่านนอก” เป็นด่านนอกสุดของเมืองนครราชสีมา เพื่อดูแลเขตชายเมือง “ด่านนอก” ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายที่อยู่ในเขตพระราชอาณาจักร ส่วนหัวเมืองอื่น ๆ ถัดขึ้นไปทางเหนือนั้น ถือเป็นเมืองประเทศราช ขึ้นต่อแขวงนคร เวียงจันทร์

ที่ทำการของ “ด่านนอก” ตั้งอยู่ที่บ้านทองหลางใหญ่ บนเนินดินริมห้วยกระเบื้อง หลักด่านด้านเหนือสุดของด่านนอก อยู่ที่ริมห้วยเอก ที่หมู่บ้านหลักด่าน

พ.ศ. 2517 เกิดศึกฮ่อเข้ามารุกรานเมืองหนองคาย ทุกหัวเมืองระดมกำลังป้องกันเขตเมืองของตน เมืองนครราชสีมาได้ส่ง “ขุนณรงค์” คุมกำลังพลจาก “ด่านชวน” มารักษาการณ์ที่ “ด่านนอก” นับเป็นนายด่านคนสุดท้าย

ราว พ.ศ. 2429 มีการปรับปรุงระบบราชการ “ด่านนอก” ได้ยกฐานะขึ้นเป็น “แขวงด่านนอก” และย้ายสถานที่ทำการแขวงมาอยู่ที่บ้านทองหลางน้อย แขวงมีฐานะเช่นเดียวกับอำเภอ มีเขตติดต่อดังนี้

ทิศเหนือ จรดเขต เมืองพล มีลำห้วยลึกเป็นแนวเขต

และจรดเขต เมืองชัยภูมิ มีลำน้ำชีเป็นแนวเขต

ทิศใต้ จรดเขต ด่านกลาง นครราชสีมา

และจรดเขต แขวงพิมาย มีลำสะแทดเป็นแนวเขต

ทิศตะวันออก จรดเขต พุทไธสง มีลำห้วยบ้านประทายเป็นแนวเขต

และจรดเขต แขวงพิมาย

ทิศตะวันตก จรดเขตเมืองสี่มุม ชัยภูมิ

และจรดเขต แขวงสันเทียะ

พ.ศ. 2440 หรือ ร.ศ. 116 ทางการได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 แขวงด่านนอกได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอ ชื่ออำเภอ “นอก” ขณะนั้นมณฑลนครราชสีมา มี 10 อำเภอ แต่ที่ทำการยังใช้ที่บ้านทองหลางน้อยเช่นเดิม แบ่งเขตปกครองออกเป็น 11 ตำบลดังนี้

1. ตำบล ดอนตะหนิน 2. ตำบล กุดจอก

3. ตำบล โนนตาเถร 4. ตำบล วังหิน

5.ตำบล ประทาย 6. ตำบล โนนเพ็ด

7. ตำบล แก้งสนามนาง 8. ตำบล เมืองคง

9. ตำบล ตาจั่น 10. ตำบล วังโพธิ์

11. ตำบล บัวใหญ่

พ.ศ. 2448 ขุนพลราษฎรบำรุง เป็นนายอำเภอ ได้ยายที่ทำการอำเภอจากบ้านทองหลาง

น้อยมาตั้งที่ริมบึงบัวใหญ่ (บริเวณที่เป็นที่ตั้งโรงเรียนเทศบาล 1 ในขณะนี้) เพราะมีชัยภูมิที่เหมาะสมมีเส้นทางหลวง (ทางเกวียน) สายนครราชสีมาไปยังมณฑลอุดรตัดผ่าน และมีโรงโทรศัพท์สำหรับการติดต่อราชการตามแนวเส้นทางหลวง แต่ยังคงใช้ชื่อ “อำเภอนอก” อยู่ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าเรื่องเที่ยวในที่ต่าง ๆ คราวตรวจราชการ ที่มลฑลนครราชสีมา – มณฑลอุดร – มลฑลร้อยเอ็ด ความว่า

“ที่บ้านบัวใหญ่นี้ เพิ่งย้ายที่ว่าการอำเภอนอก จากตำบลทองหลางใหญ่ มาตั้งใหม่เมื่อเดือนเมษายน ศก 125 นี้เอง เพราะที่นี่เป็นย่านกลางในการไปมาระหว่างที่ต่าง ๆ และใกล้ทางหลวง ซึ่งเดินทางไปมณฑลอุดร ที่ว่าการอำเภอที่ตั้งใหม่อยู่บนเนินสูง เป็นทำเลเหมาะดี เวลานี้มีหมู่บ้านอยู่ 3 หมู่บ้าน ราษฎร 500 คน มีร้านขายของคืออ้อยเป็นต้น อยู่ 4 – 5 แห่ง แล้วต่อไปราษฎรจะยกมาอยู่อีกมาก

การหาเลี้ยงชีพของราษฎรในอำเภอนี้ ส่วนที่ทำกินและซื้อ – ขายกันเองในหมู่บ้าน คือทำนา ทำไร่ ทำไร่ฝ้าย ทำไหม การที่ทำหำหรับขายไปที่อื่น คือ หีบอ้อย ทำน้ำอ้อย หม้อ ผสมโค และเลี้ยงสุกรเป็นมากกว่าอย่างอื่น จำนวนราษฎรทั้งอำเภอนี้ 20,000 คน

นับเป็นเอกสารชิ้นสำคัญทำให้เห็นภาพของอำเภอบัวใหญ่เมื่อร้อยปีก่อน

พ.ศ. 2455 เปลี่ยนชื่อ จากอำเภอ “นอก” เป็นอำเภอ “บัวใหญ่” ตามชื่อหมู่บ้าน และบึงบัวใหญ่

พ.ศ. 2481 นายอำเภอขุนวัฒน์วิจารณ์ ดำริจะย้ายที่ว่าการอำเภอมายังตลาดเพ็ดเฟื้อย เพราะตลาดเพ็ดเฟื้อยเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นชุมชนการค้า เพราะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟบัวใหญ่และมีทางหลวงแผ่นดินเชื่อมไปจังหวัดชัยภูมิ เป็นแหล่งรวมผลิตผลทางการเกษตร เพื่อส่งเข้าไปยังตลาดเมืองนครราชสีมา และไปยังกรุงเทพมหานคร มีโรงสีไฟขนาดใหญ่เกิดขึ้น มีฉางข้าวขนาดใหญ่ของแม่ริ้ว แม่ฉ่ำ ตั้งอยู่ย่านสถานีรถไฟเพื่อรับซื้อข้าวเปลือกส่งลำเลียงเข้ากรุงเทพฯ ผลิตผลทางการเกษตรอื่น ๆ จากชัยภูมิ จัตุรัส ภูเขียว พุทไธสง หลั่งไหลเข้ามาสู่บัวใหญ่ พ่อค้าและเกษตรกรที่นำผลผลิตมาขายที่บัวใหญ่ จะซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคกลับคืนไป ทำให้มีร้านขายส่งสินค้าอุปโภคบริโภคเกิดขึ้นมากมาย พ่อค้าชาวบัวใหญ่ได้รวบรวมทุนเพื่อจัดซื้อที่ดินยกให้ทางราชการ จำนวน 34 ไร่ แต่ได้ทำการย้ายเพียงสถานีตำรวจ พร้อมบ้านพักตำรวจ 4 หลัง และสุขศาลา 1 หลัง มาก่อสร้างบนที่ดินแปลงดังกล่าว ส่วนที่ว่าการอำเภอยังขาดงบประมาณ จึงชะงักไปหลังจากนายอำเภอขุนวัฒน์วิจารณ์ ย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองนครราชสีมา

พ.ศ. 2481 จัดตั้ง “กิ่งอำเภอคง” โดยแยก ตำบลเมืองคง ดอนใหญ่ โนนเต็ง หนองมะนาว รวม 4 ตำบล ออกจากอำเภอบัวใหญ่

- พ.ศ. 2490 ได้ยกฐานะกิ่งอำเภอคงเป็น “อำเภอคง”

- พ.ศ. 2519 ได้ตั้ง “กิ่งอำเภอบ้านเหลื่อม” โดยแยกตำบลวังโพธิ์ ช่อระกา โคกกระเบื้อง บ้านเหลื่อม รวม 4 ตำบลออกจากอำเภอคง

ต่อมาได้ยกฐานะกิ่งอำเภอบ้านเหลื่อม เป็น “อำเภอบ้านเหลื่อม”

พ.ศ. 2491 นายวิชัย หทยะวัฒน์ เป็นนายอำเภอ ได้ตัดสินใจสานต่อโครงการย้ายที่ว่าการอำเภอตามคำเรียกร้องของประชาชน โดยทำเรื่องขอรับความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทย

30 มิถุนายน พ.ศ. 2493 ลงมือก่อสร้างที่ว่าการอำเภอแห่งใหม่บนที่ดินที่ได้รับบริจาค

ตามแบบกรมโยธาธิการ ก่อสร้างแล้วเสร็จ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2493 โดยใช้ค่าก่อสร้างจากงบประมาณแผ่นดิน 150,000 บาท และงบบริจาคซึ่งได้รับมาก่อนหน้าและรับบริจาคเพิ่ม รวมงบประมาณทั้งสิ้น 350,000 บาท

25 มกราคม พ.ศ. 2494 ได้ย้ายเข้าปฏิบัติงานในที่ว่าการอำเภอหลังใหม่

12 – 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 ทำพิธีเปิดป้ายที่ว่าการอำเภออย่างเป็นทางการ และ

จัดงานเฉลิมฉลอง 3 วัน 3 คืน โดยขุนวรคุตต์คณารักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเป็นประธานจัดงาน และขุนภักดีดำรงฤทธิ์ข้าหลวงตรวจการกระทรวงมหาดไทย ภาค 3 เป็นประธานพิธีเปิด ในนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

พ.ศ. 2498 มีมติคณะรัฐมนตรี ในรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ให้ยกฐานะอำเภอบัวใหญ่ เป็นจังหวัดปทุมทอง โดยรวมอำเภอพุทไธสง จ.บุรีรัมย์ เข้ามาขึ้นต่อจังหวัดปทุมทองด้วย เพราะขณะนั้นการเดินทางจากอำเภอพุทไธสง เข้าไปจังหวัดบุรีรัมย์ ต้องรอนแรมมาขึ้นรถไฟที่สถานีบัวใหญ่ ไปค้างคืนที่เมืองนครราชสีมา แล้วจึงต่อรถไฟไปบุรีรัมย์ การยกฐานะบัวใหญ่เป็นจังหวัดในครั้งนั้น โดยการผลักดันของ นายเลื่อน พงษ์โสภณ ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่ในรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม แต่การตั้งจังหวัดในขณะนั้น ต้องใช้งบประมาณถึง 500 ล้านบาท เนื่องจากยังขาดงบประมาณส่วนนี้ จึงได้ชะลอไว้ก่อน เรื่องนี้จบลงพร้อมกับรัฐบาลของจอมพล ป.หลังถูกรัฐประหาร ในปี 2500

1 มกราคม 2504 จัดตั้ง “กิ่งอำเภอประทาย” โดยแยกตำบลวังหิน สำพะเนียง

ตลาดไทร ดอนมัน หันห้วยทราย ประทาย รวม 6 ตำบล ออกจากอำเภอบัวใหญ่ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2503

- พ.ศ. 2506 ได้ยกฐานะกิ่งอำเภอประทาย เป็น “อำเภอประทาย”

- พ.ศ. 2532 ได้จัดตั้ง “กิ่งอำเภอโนนแดง” โดยแยกเอาตำบลโนนตาเถร วังหิน ดอนยาวใหญ่ สำพะเนียง โนนแดง ออกจากอำเภอประทาย

- พ.ศ. 2537 ได้ยกฐานะกิ่งอำเภอโนนแดง เป็น “อำเภอโนนแดง”

7 มกราคม พ.ศ. 2529 จัดตั้ง “กิ่งอำเภอแก้งสนามนาง” โดยแยก ตำบลโนนสำราญ สีสุก บึงพะไล แก้งสนามนาง รวม 4 ตำบล ออกจากอำเภอบัวใหญ่

- 4 พฤศจิกายน 2536 ได้ยกฐานะกิ่งอำเภอแก้งสนามนาง เป็น “อำเภอแก้งสนามนาง”

เนื่องจากความกว้างใหญ่ของเขตการปกครองและความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ

ทำให้อำเภอบัวใหญ่ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และได้แบ่งแยกเขตการปกครองออกเรื่อยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2480 จนถึงปัจจุบัน อำเภอบัวใหญ่ได้แยกเขตการปกครองออกเป็น 6 อำเภอ กับอีก 2 กิ่งอำเภอ ซึ่งเคยมีพื้นที่กว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร ปัจจุบันคงเหลือพื้นที่เพียง 548 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อดังนี้

ทิศเหนือ จรดเขตอำเภอแก้งสนามนาง กิ่งอำเภอหนองบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา

และอำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น

ทิศใต้ จรดเขตอำเภอคง อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา