ชีวิตของคนเรานั้นถูกกำหนดด้วยวิธีการคิดของเรา หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ซึ่งหมายถึงครอบครัวเป็นยังไงลูกๆที่เกิดมาในครอบครัวนั้นก็มักจะมีแน้วโน้มที่มีหลายๆอย่างเหมือนกัน อย่างเช่นนิสัย ความคิด หรือแม้กระทั้งความสามารถ อย่างเช่นที่บ้านเปิดอู่ซ่อมรถก็มีแนวโน้มว่าลูกที่เกิดมาจะมีความรู้เรื่องรถหรือว่าสามารถที่จะซ่อมรถได้นั้นเอง ซึ่งเรื่องนี้เรียกอีกชื่อว่า skill set นั้นคือความสามารถในการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นเอง ส่วนในเรื่องของความคิดความอ่านมุมมองที่มีต่อโลกใบนี้เราจะเรียกกันว่า mind set นั้นเอง ซึ่งเจ้า mindset นี้ละที่เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆในการกำหนดว่าเราจะเป็นอย่างไรในอนาคต ข้อแรกเลยก็คือ mindset ที่เราต้องเชื่อก่อนว่าทุกคนนั้นเกิดมาสามารถที่จะเป็นอะไรก็ได้เท่าที่ตัวเองต้องการ ชีวิตของเราไม่ได้ถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่แรก เพราะในข้อนี้นั้นหากเรามีความคิดว่าชีวิตนั้นถูกกำหนดมาแล้วให้เราเป็นคนจน ให้เราเป็นคนที่ไม่เก่ง ให้เราเป็นคนที่ไม่สามารถประสบกับความสำเร็จในชีวิตได้อย่างแน่นอนมันก็จะทำให้เราใช้ชีวิตไปแบบวันๆไม่ได้ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นเพราะคิดว่าทำยังไงก็แล้วแต่สุดท้ายก็เป็นคนที่ไปไม่สำเร็จอยู่ดี ซึ่งถามว่าเป็นความคิดที่ถูกต้องไหม เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า ไม่ว่าคุณจะคิดว่าตัวเองทำได้หรือทำไม่ได้ คุณคิดถูกเพราะว่าความคิดนั้นจะเป็นตัวกำหนดชีวิตเรา ซึ่งการที่เราจะประสบกับความสำเร็จในชีวิตนั้นหากเรามีความคิด หรือ mindset ในเรื่องนี้ที่ไม่ถูกต้องแล้วละก็เราจะไม่สามารถที่จะพัฒนาไปยังข้ออื่นๆได้เลย และการปรับเปลี่ยน mindset ในข้อนี้นั้นถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบากแต่มันเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ วิธีการที่ผมคิดว่ามันน่าจะช่วยให้เรานั้นเปลี่ยนแปลง mindset ในข้อนี้ของเราได้ก็คือการศึกษาเรื่องราวของคนที่เขาประสบกับความสำเร็จในชีวิตทั้งๆที่ตอนที่เขานั้นเกิดมาชีวิตของเขานั้นก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก มีปัญหาและอุปสรรคมากมายแต่ผลลัพธ์สุดท้ายแล้วเขาก็สามารถที่จะพลิกชีวิตกลับมาให้ประสบกับความสำเร็จได้นั้นเอง โดยถือว่านั้นโชคดีเพราะว่าในยุคปัจจุบันนั้นมีคนที่นำเรื่องราวของคนที่ประสบกับความสำเร็จในชีวิตมาเผยแพร่ให้เรานั้นสามารถที่จะไปศึกษาได้อย่างง่ายดาย ยกตัวอย่างเช่น youtube มีคนทำคลิปเกี่ยวกับเรื่องราวของคนที่ประสบกับความสำเร็จในชีวิตออกมาเผยแพร่มากมาย หรือ เราสามารถหาหนังสือที่เกี่ยวกับประวัติของบุคคลที่ประสบกับความสำเร็จในชีวิตมาอ่านได้เช่นเดียวกัน วิธีการอาจจะหลากหลายแต่เป้าหมายผลลัพธ์ที่เราต้องการในเบื้องต้นคือเรื่องของการปรับเปลี่ยน mindset ในเรื่องที่ว่าคนเราถึงเกิดมาแบบไหนก็ตามก็ยังสามารถที่จะประสบกับความสำเร็จในชีวิตได้อยู่ เราไม่ได้ถูกกำหนดให้เราเป็นแบบไหนมาตั้งแต่ต้น แต่ทุกช่วงเวลาในชีวิตของเราตั้งหากที่เป็นตัวกำหนดว่า สุดท้ายแล้วชีวิตของเรานั้นจะเป็นแบบไหนกันแน่
        มีคนเคยบอกเอาไว้ว่าคนเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเมื่อพบกับ 2 วินั้นก็คือ วิกฤติ และ วิสัยทัศน์ ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองแล้วละว่าคุณอยากที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองในตอนไหน ตอนที่ลำบากแล้วค่อยเปลี่ยน หรือ ว่าเปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตของตัวเองนั้นดีขึ้นเลย
        วันนี้มีอีกหนึ่งธุรกิจที่ผมมองว่าเป็นโอกาสที่คนมีวิสัยทัศน์จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง นั้นก็คือการที่บริษัท jafra thailand ได้เข้ามาเปิดสาขาเพื่อดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการในประเทศไทยนั้นเอง ด้วยความที่ jafra thailand นั้นมีสินค้าที่เป็นนวัตกรรม ที่ได้รับการยอมรับจาผู้ใช้ทั่วโลกด้วยยอดขาย  6 วินาที ต่อ 1 ชิ้น ก็น่าจะเป็นเรื่องที่พิสูจณ์ได้ว่าสินค้าได้รับความนิยมมากแค่ไหน อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ จาฟรา นั้นน่าสนใจก็เพราะว่า มีการปรับปรุงแผนการตลาดให้จ่ายผลตอบแทนแก่สมาชิกมากกว่าเดิม เพราะต้องบอกก่อนว่า จราฟา นั้นเปิดดำเนินกิจการมาแล้วกว่า 63 ปี ซึ่งก็สื่อถึงความมั่นคงของบริษัทนั้นเอง และมีที่ปรึกษากว่า 600000 คนจากทั่วโลก การปรับแผนการจ่ายผลตอบแทนใหม่ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ดีมากๆสำหรับนักธุรกิจชาวไทย เพราะถือได้ว่าเราจะมีโอกาสในการเป็นต้นสายในการดำเนินธุรกิจนั้นเอง เพราะหลังจากที่เปิดในประเทศไทยแล้วก็จะมีการไปเปิดยังประเทศอื่นๆในเอเชียอีกด้วย

#s7content

การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์

22:25 วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561

        ในยุคอดีตนั้นจำนวนคนที่เราติดต่อสื่อสารด้วย หรือรู้จักคบหาสมาคมกันนั้นมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับยุคปัจจุบัน เพราะว่าสมัยก่อนนั้นกว่าที่เราจะสนิทหรือรู้จักมักคุ้นกับใครสักคนนั้นมันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานานมากๆ เพราะว่าการสื่อสารเรื่องราวนั้นจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป บ้างครั้งกว่าเราจะรู้ว่าคนที่อยู่หน้าหมู่บ้านของเราเปิดร้านขายของเราก็อาจจะต้องเวลานานมากพอสมควร เพราะว่าบางครั้งเราก็ไม่ได้ออกไปทำธุระข้างนอกบ้านทำให้เราไม่ได้ข่าวของการเปิดร้านค้า จนกระทั้งวันหนึ่งเรามีธุระที่ต้องเข้าไปทำในหมู่บ้านแล้วก็มีคนเล่าให้เราฟังเราถึงจะทราบข้อมูลได้ บางที่วันที่เรารับทราบข้อมูลว่าเขาเปิดร้านค้านั้นเขก็อาจจะปิดกิจการไปแล้วก็ได้  NAX
        แต่เมื่อการติดต่อสื่อสารกันนั้นสามารถทำได้ง่ายขึ้น การรับทราบข้อมูลของคนอื่นๆนั้นสามารถที่จะทำได้ง่ายขึ้นด้วย  โดยผ่านโซเชียวมีเดียต่างๆไม่ว่าจะเป็น facebook twitter หรือแม้กระทั้ง instragram คนอ่านก็ขยันเข้าไปอ่านว่าคนนั้นคนนี้เขาไปทำอะไรที่ไหนมาบ้าง ส่วนคนที่ชอบนำเสนอข้อมูลก็นำเสนอข้อมูลทุกๆ หากว่าเรานั้นได้รู้จักกับคนใหม่ๆ การที่เราจะตรวจสอบว่าเขานั้นเป็นคนอย่างไร วิธีการที่ง่ายที่สุดและได้รับความนิยมมากที่สุดนั้นก็คือก็เข้าไปตรวจสอบใน เฟสบ๊ค ของพวกเขาว่าไป พวกเขามีวิธีการใช้ชีวิตอย่างไร มีแนวความคิดยังไงบ้าง ทำงานอะไร และมีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องๆไหน  NAX
        แต่ก่อนการใช้เฟสบุ๊คหรือว่าโซเชียลอื่นๆนั้นเรามักที่จะแอดคนที่เรารู้จักเป็นการส่วนตัวอยู่แล้วเข้ามาเป็นเพื่อนในระบบของโลกออนไลน์ แต่ว่าทุกวันนี้วัฒนธรรมในการเพิ่มเพื่อนนั้นเปลี่ยนไปทุกวันนี้เราสามารถที่จะแอดใครก็ได้เป็นเพื่อนโดยที่ไม่ได้รู้สึกเขิน หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ และคนที่เป็นฝ่ายรับก็พร้อมที่จะรับคนที่ไม่ใช่เพื่อนของตัวเองให้เข้ามาอยู่ในระบบ โซเชียวของตัวเองได้ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นคนที่มองเห็นลู่ทางและวิธีการที่เปลี่ยนไป ก็เริ่มมองโซเชียวเป็นช่องทางในการหารายได้ ทั้งจากการขายของและการขายความรู้ที่ตัวเองนั้นมีอยู่นั้นเอง โดยหลักการในการที่จะทำให้เรานั้นเป็นที่พูดถึงในโลกออนไลน์นั้นก็คือเราต้องมีความเคลื่อนไหวเรื่อยๆ เพื่อให้เกิดการรับรู้ที่ต่อเนื่องนั้นเอง อีกอย่างเราความจะนำเสนอข้อมูลต่างๆทั้งที่เป็นของเราเองและที่ไม่ใช่ของเรา ในด้านที่เป็นบวกเพราะว่าคนในทุกวันนี้นั้นเขาชอบข้อมูลที่ไปในแนวทางบวก หากว่าเราเป็นคนที่ชอบโพสบ่นหรือว่าโพสเรื่องราวที่ไปในเชิงลบแล้วละก็ เขาก็จะเปิดหนีไปทันทีเพราะว่าตัวเลือกในโลกออนไลน์นั้นเยอะเหลือเกิน  NAX



#S7Content

สงครามโซเชียว

21:42 วันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560



        ตอนที่อินเตอร์เน็ตได้รับความนิยมใหม่ๆการใช้งานก็จะแบ่งประเภทออกเป็นหลากหลายประเภทด้วยกัน ส่วนมากคนที่เป็นผู้ใหญ่หรือว่าเป็นคนที่พอมีความรู้หน่อยก็จะเลือกใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อที่จะค้นหาความรู้เพิ่มเติมเพราะว่าเริ่มมีคนที่นำความรู้มาแชร์ในอินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นนั้นเอง ส่วนเด็กๆหรือวัยรุ่นที่เข้ามาในโลกของอินเตอร์เน็ตนั้นส่วนใหญ่ก็มักจะมาหาความบันเทิงทั้งการเล่นเกมส์การดูหนังฟังเพลงเป็นต้น การทะเลาะกันส่วนมากก็จะเกิดขึ้นจากพวกเด็กๆและก็จะเป็นการด่าทอกันไปมาโดยที่ไม่ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตัวเองให้อีกฝ่ายได้รับรู้  autorich
        แต่เมื่ออินเตอร์เน็ตได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น จนการใช้งานอินเตอร์เน็ตนั้นกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว ก็เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่เราจะเห็นกันได้เรื่อยๆจนกลายเป็นพฤติกรรมเลียบแบบนั้นก็คือสงครามโซเชียล ทุกวันนี้หลายคนได้หันมาใช้ช่องทางอินเตอร์เน็ตในการที่จะแสดงความคิดเห็นหรือว่าแสดงความไม่พอใจออกไปให้กับคนอื่นๆได้รับรู้นั้นเองและมีการกล่าวถึงบุคคลอื่นด้วย เมื่อคนที่ถูกกล่าวถึงรับสารนั้นไปก็ทำให้เกิดการตอบโต้กันสุดท้ายก็กลายเป็นการด่ากันกลับไปกลับมานั้นเอง  autorich
        และเมื่อเรื่องราวต่างๆจบลงก็จะมีคนไปติดตามคู่กรณีเป็นจำนวนมากทำให้พวกเขานั้นกลายเป็นที่รู้จักในเวลาไม่นานนัก กลายเป็นคนดังที่มีคนคอยติดตามคอยเชียร์และติดตามความเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน และสามารถที่จะแปลงจากการติดตามจากคนอื่นๆนั้นให้กลายมาเป็นรายได้ๆในภายหลังทั้งการออกงานโชว์ตัว หรือว่าการไปออกรายไรต่างๆก็จะได้รายได้กลับมาจนไปถึงเรื่องของการขายสินค้าต่างๆนั้นเอง นี้อาจจะเป็นพฤติกรรมเลียนแบบของคนที่อยากจะมีชื่อเสียในโลกอินเตอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว  แต่ว่าอาจจะเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องนักนั้นเอง ซึ่งผมคิดว่าหากเราไม่มีกระบวนการในการป้องปรามแล้วละก็ต่อไปในอนาคตจะเกิดการลอกเลียนแบบอีกมากอย่างแน่นอน   autorich
        ซึ่งการที่เราจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้นั้นเราจะต้องร่วมมือร่วมใจกันทุกภาคส่วน ทั้งผู้ปกครองที่จะเป็นส่วนที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กนักเรียนหรือว่าเยาวชนมากที่สุด ครูซึ่งทำหน้าที่สอนนักเรียนและนักเรียนก็ตะมีความเชื่อฟังอยู่บ้างก็ต้องพัฒนาตัวเองตามเทคโนโลยีให้ทันเพื่อจะได้สอดส่องดูแลความเคลื่อนไหวได้ว่าเด็กๆมีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง รวมถึงตัวเด็กเองก็ต้องได้รับการปลูกฝังความคิดที่ถูกต้องว่าวิธีการหรือรูปแบบในการสร้างเป็นสงครามโซเชียลขึ้นมานั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เลยมีแต่จะได้รับการดูถูกจากคนอื่นๆ และเมื่อเวลาผ่านไปแล้วหากว่าเราอยากที่จะลบความทรงจำต่างออกไปแล้วละก็เราก็คงไม่สามารถที่จะทำได้

#s7content

ประเภทของรายได้

21:54 วันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2560



        รายได้ในโลกนี้นั้นแบ่งออกได้เป็นประเภทใหญ่ๆได้สองแบบด้วยกันนั้นก็คือรายได้แบบ Active Income และรายได้แบบ Passive Income ประชากรของโลกนี้ส่วนใหญ่นั้นมีรายได้แบบ Active Income แต่เศรษฐีทุกคนของโลกใบนี้นั้นมีรายได้แบบ Passive Income แทบทั้งสิ้น  giving forward
        Active Income นั้นคือรายได้ที่เราทุกคนคุ้นเคยกันอยู่แล้วเป็นอย่างดี อย่างเช่นการทำงานและได้รับรายได้เป็นรายเดือน หรือว่าการไปรับจ้างทำอะไรก็แล้วแต่พอจบงานแล้วก็ได้รับค่าจ้างเราเรียกรายได้แบบนี้ ว่า Active Income โดยสรุปง่ายๆ มันก็คือรายได้ที่เราจะต้องเอาแรงและเวลาของเราไปแลกเพื่อให้ได้รายได้มานั้นเอง แต่เมื่อเราไม่มีแรงที่จะทำแล้วเราก็จะไม่มีรายได้  giving forward
        Passive Income นั้นก็คือรายได้ที่แม้ว่าเราจะหยุดทำงานนั้นไปแล้ว รายได้ก็ยังจะไหลเข้ามาหาเราอย่างต่อเนื่องนั้นเอง ยกตัวอย่างรายได้แบบ Passive ก็อย่างเช่นการที่เรามีทรัพย์สินต่างๆ แล้วก็ให้คนอื่นเช่า เราก็จะได้รับ ค่าเช่าเป็นรายเดือน โดยที่เราไม่ต้องทำงานอะไรเพิ่มเติม นอกจากนี้รายได้แบบ Passive Income ก็มีมากมายหลากหลายรูปแบบ ทั้งการให้เช่า การให้ยืม การซื้อสิ่งของเก็บเอาไว้เพื่อเก็งกำไร และหากว่าสิ่งของนั้นมีราคาสูงขึ้นในเวลาต่อมา แล้วเราได้รับผลตอบแทน ก็ถือว่าเป็นรายได้แบบ Passive Income เช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเรามีสิ่งของหรือว่าสิทธิ์ที่สามารถสร้างรายได้แบบ Passive Income ได้แล้วเราก็แทบที่จะไม่ต้องทำงานอะไรเลยเงินก็จะไหลเข้ามาในกระเป๋าของเราเรื่อยๆ
        แล้วหากว่าเรานั้นเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้มีพ่อหรือแม่รวยมาตั้งแต่ต้นเราจะสามารถกลายเป็นคนที่ประสบกับความสำเร็จในชีวิตได้หรือไม่ คำตอบก็คือได้ จากการเก็บสถิติบนโลกใบนี้นั้นก็พบว่า คนที่รวยที่สุดแปดสิบเปอร์เซ็นต์บนโลกใบนี้นั้น รวยขึ้นมาได้ด้วยตัวของตัวเอง และก็ยังพบอีกว่าคนที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุทนั้นพอถึงลูกหลานรุ่นที่สามก็จะล้มละลายกว่า หนึ่งในสาม ดังนั้นสิ่งแรกที่เราจะต้องมีหากว่าเราอยากที่จะรวยนั้นก็คือ การที่เรานั้นเชื่อว่าเราสามารถที่จะรวยได้ เพราะโดยธรรมชาติของคนแล้วหากเราเชื่อแบบไหนเราก็จะได้แบบนั้น หากว่าเราเชื่อว่าเราไม่สามารถที่จะรวยได้เราก็เชื่อถูกแล้ว และเราก็จะไม่มีวันรวยได้นั้นเอง แต่หากว่าเราคิดว่าเราจะต้องทำได้ เราจะต้องทำได้ มันก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องไปดูองค์ประกอบอื่นๆอีกหลายๆอย่าง
        เราจะต้องเริ่มจากการทำงานแบบ Active Income เพื่อให้ได้เงินมามากที่สุดก่อน และเราก็ต้องประหยัดให้มากที่สุด นำเงินไปสร้างทรัพย์สินเพื่อให้ทรัพย์สินนั้นสร้างรายได้ แบบ Passive Income ให้เรา และวนทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆหาให้ได้มากที่สุด ใช้ให้น้อยที่สุด และนำเงินไปซื้อสิ่งของที่เป็นสินทรัพย์เมื่อเรามีสินทรัพย์มากพอ เราก็สามารถที่จะเลิกที่งานที่เป็นงานแบบ Active Income ได้แล้ว

#S7Content

เส้นทางสู่ความสำเร็จ2

21:17 วันศุกร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2560



        เมื่อบทความที่แล้วเราได้พูดถึงเรื่องของการมีวินัยในการลงมือทำตามแผนปฏิบัติการที่เรานั้นได้เตรียมเอาไว้ นั้นคือไม่ว่าคุณจะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานประจำหรือว่าการใช้ชีวิตของคุณมากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่ ทุกวันเมื่อถึงเวลาคุณก็ต้องทำตามแผนการที่คุณนั้นได้วางเอาไว้นั้นเอง เรื่องต่อมานั้นก็คือเรื่องของการติดตามและการวิเคราะห์แผนการปฏิบัติการของเราว่ามันสามารถที่จะดีขึ้นกว่าเดิมได้หรือไม่ อันดับแรกให้ดูเรื่องของวินัยในการลงมือทำของเรา  pageqq
        ว่าเราสามารถที่จะทำตามแผนที่เราได้ว่างไว้ได้ดีมากน้อยขนาดไหนและถ้าผลปรากฏออกมาว่าเราไม่สามารถทำตามแผนที่ได้วางไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ต้องไปดูต่อเนื่องไปอีกว่าแล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เรานั้นไม่สามารถทำตามแผนการที่เราวางไว้ได้ และสาเหตุนั้นเราจะสามารถแก้ไขได้หรือไม่ หากว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆเราก็อาจจะลดปริมาณงานในแผนงานของเราลงนั้นเอง และระหว่างนั้นเราก็ควรที่จะศึกษาเพิ่มเติมว่างานที่เรากำลังทำอยู่ตามแผนงานที่เราได้วางเอาไว้นั้นมันมีคนเคยเจอปัญหาหรือว่าลักษณะงานอย่างเดียวกันกับที่เรานั้นได้ทำอยู่บ้างหรือไม่ หากว่ามีแล้วเขานั้นมีวิธีการอย่างไรในการจัดการกับปัญหาหรืองานนั้นๆ แล้วถ้าเราจะเอาวิธีการของเขานั้นมาใช้กับงานที่เรากำลังทำอยู่นั้นมันจะสามารถลดเวลา หรือว่าเพิ่มปริมาณผลงานของเราได้หรือไม่ โดยในช่วงแรกๆนั้นเราอาจจะใช้วิธีการแบ่งครึ่งๆนั้นก็คือเราอาจจะเอาวิธีการปฏิบัติเดิมมาใช้งานครึ่งหนึ่งและใช้การปฏิบัติใหม่อีกครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งมีการวัดผลว่าสิ่งที่เรานำมาลองทำนั้นมันทำให้การลงมือทำของเรานั้นมันดีขึ้นกว่าเดิมหรือว่ามันแย่ลงกว่าเดิม หากว่ามันดีขึ้นกว่าเดิมเราก็อาจจะใช้วิธีการใหม่ทั้งหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เลยก็ได้ เพราะเชื่อเถอะว่าทุกปัญหาหรือว่าการลงมือทำในปัจจุบันของเรานั้นจะต้องมีคนอื่นๆเขาได้พบเจอและก็ต้องลงมือทำอย่างเดียวกันกับเรามาบางแล้ว จะไม่ดีกว่าหรือหากว่าเราจะไม่ต้องเสียเวลาในการลองผิดลองถูกด้วยตัวของเราเอง และเมื่อเจอทางที่ดีกว่าเราก็ค่อยๆหาทางที่ดีกว่านี้ขึ้นไปอีกเรื่อยๆก็จะทำให้เวลาที่เราใช้ในการลงมือทำและผลปริทาณของงานนั้นเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย อีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้ยินแล้วทำให้ผมนั้นฉุกคิดอยู่หลายวันด้วยกันนั้นก็คือเรื่องของการขยายมายเซ็ตโดยการหาคนอื่นมาทำงานที่เราไม่จำเป็นต้องทำเองก็ได้ เพราะว่าบางครั้งในการลงมือทำเรื่องอะไรก็แล้วแต่เรามักจะมีงานประเภทหนึ่งที่เราทำซ้ำๆรูปแบบเดิมๆถ้าเราสามารถหาคนอื่นมาทำแทนได้โดยเราก็แบ่งผลตอบแทนให้กับเขาก็จะทำให้เราประหยัดเวลาตรงนี้ไปได้มากเลยทีเดียว  pageqq

#S7Content